Wednesday, July 13, 2011

Saturday, October 28, 2006

ฟ้าวันนี้ยังเหมือนเดิม

14 มกราคม 2003

สตูดิโอของพวกเราตั้งอยู่ที่ชั้นบนสุดของอาคารคอนกรีตสี่ชั้นที่ด้านหนึ่งของอาคารอยู่ติดกับดอยสุเทพ เวลาเดินทางมายังอาคารหลังนี้จึงมีภูเขาเป็นจุดนำสายตา ระหว่างทาง ยิ่งเราเข้าไปใกล้เท่าไหร่ ภูเขาที่เรามองเห็นก็จะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ผมรู้สึกประหลาดใจทุกครั้งกับทิวทัศน์ที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ และเพิ่งมาเข้าใจในภายหลังว่า เมื่อเราอยู่บนเขา มันก็คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะมองเห็นความยิ่งใหญ่ของภูเขา แต่อย่างไรก็ตาม ความงามของภูเขายังเหมือนเดิมไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลขนาดไหน

มันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นใจ คล้ายกับว่าอย่างน้อยเราก็ยังมีภูเขาคอยปกป้องคุ้มครองอะไรประมาณนั้น มันเหมือนกับได้กลับไปเป็นเด็กน้อยแล้วมีผู้ใหญ่คอยดูแลยังไงยังงั้น อีกทั้งต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนดอยสุเทพอีก สีของมันจะเข้มกว่าที่ไหนๆ เป็นสีเขียวเข้มที่ทำให้ผมรู้สึกเย็นขึ้นมาอย่างประหลาด แม้ว่าจะมันหนาวไปซักนิดในหน้าหนาวที่อุณหภูมิค่อนข้างต่ำเช่นนี้ แต่มันก็เป็นความหนาวที่แฝงไว้ด้วยความสดชื่นอยู่ในทุกอณู มันมีกลิ่นของความสดชื่นลอยอยู่เต็มไปหมด-ผมมักจะรู้สึกอย่างนี้ขณะเดินทางไปทำงาน

ในที่สุดผมก็มาถึง

ไม่ว่าจะวันไหน อาคารหลังนี้ก็ยังดูใหญ่เกินไปสำหรับพวกเรา มันไม่พอดี ซึ่งผมมักจะตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่าอะไรกันแน่ที่ไม่พอดี ระหว่างตัวอาคารหรือตัวพวกเรา

ทั้งๆที่รู้ว่าจิตใจของคนเรานั้นกว้างกว่านัก แต่ผมก็เฝ้าภาวนาว่าอย่าให้เป็นอย่างหลังเลย แค่นี้ก็เหงาจะแย่อยู่แล้ว ที่จริงแล้วผมก็ไม่ได้รังเกียจความเหงาอะไรหรอกนะ ออกจะชื่นชอบเสียด้วยซ้ำ ชอบที่มันก็ดูโรแมนติกดี แต่ยังไงผมก็จะยังไม่พูดถึงมันในตอนนี้หรอกนะเดี๋ยวมันมันนอกเรื่องเกินไป เอาเป็นว่าอะไรอะไรมันมักจะไม่พอดีอย่างนี้เสมอก็แล้วกัน อย่างขนาดของอาคาร อย่างสตูดิโอของพวกเราที่ตั้งอยู่ที่ชั้นบนสุด

ชั้นบนสุดนี่นัยว่าจะเป็นสัญลักษณ์ของจุดสูงสุด เป็นพี่ใหญ่ เป็นนักนักศึกษาชั้นปีสุดท้าย หรือเป็นอะไรที่มีความหมายไปในทางอย่างนั้น ซึ่งมันก็ดีในแง่ของความหมาย แต่ในทางปฎิบัติแล้ว สำหรับคนที่เวลาส่วนใหญ่ตลอดห้าปีนั้นหมดไปกับการนั่งๆนอนๆอยู่หน้าโต๊ะทำงาน มันก็นับว่าเป็นเรื่องที่หนักหนาเอาการทีเดียวกว่าจะรวบรวมเรี่ยวแรงเดินผ่านบันไดขั้นสุดท้ายไปได้

แต่บนนั้นก็ยังมีข้อดีอยู่ เพราะเมื่อเลี้ยวซ้ายจากบันได เราก็จะพบกับทางเดินแบบซิงเกิ้ล คอร์ริดอร์ ที่นั่นแหละครับ หากเราเงยหน้าแล้วมองตรงไป เราก็จะได้พบกับโครงสร้างหลังคาโลหะสีขาวของลานร่มที่ตัดกับผนังของอาคารห้องปฏิบัติงานที่เป็นผนังอิฐโชว์แนว

เราจะมองเห็นท้องฟ้าที่สวยที่สุดจากตรงนั้น

ผมเองก็ชอบมองไปที่ตรงนั้นเป็นประจำทุกวันเวลาเดินตามทางเดินไปที่ห้องทำงานที่ตั้งอยู่เกือบสุดทางเดิน มันเป็นห้องทำงานเล็กๆ ที่มีพวกเราสี่คนทำงานอยู่ในนั้น คือ เจี๊ยบ บีม ขลุ่ย และตัวผมเอง แต่ก่อนที่จะไปถึง ”ห้องเล็ก” นั้นต้องผ่าน “ห้องผู้หญิง” กับ “ห้องใหญ่” ก่อน ห้องผู้หญิงนั้นตั้งอยู่ตรงมุมระหว่างทางเดินกับบันได พวกเราที่เป็นผู้หญิงทำงานอยู่ในห้องนี้จึงได้ชื่อว่าห้องผู้หญิง ส่วนที่ชื่อห้องใหญ่นั้นก็เพราะคนส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในห้องนี้ คนส่วนใหญ่เหล่านี้เป็นผู้ชาย ส่วนห้องผมที่ชื่อว่าห้องเล็กก็เพราะขนาดกระทัดรัดของมันที่จุคนได้สี่คนก็เต็มที่แล้ว จริงๆเราน่าจะเปลี่ยนชื่อห้องใหม่นะ เอาเป็นห้องพ่อ แม่ ลูก อะไรอย่างนี้จะดีไหม มันดูเป็นครอบครัวอบอุ่นดี

ทำไมผมถึงคิดฟุ้งซ่านอย่างนี้นะ

นั่งอยู่ในห้องทำงานตั้งนานแล้วยังคิดงานไม่ได้ซักที มันเงียบๆยังไงก็ไม่รู้ บีมกับขลุ่ยก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น ปกติก็เห็นตื่นเอาตอนบ่ายๆโน่น สองคนนี่เค้าใช้ห้องทำงานเป็นที่นอนด้วย เหมือนๆกับเพื่อนเราอีกหลายคน ส่วนผมกับเจี๊ยบนั้นจะกลับไปนอนที่หอทุกวัน หอพักของเจี๊ยบเป็นหอพักของมหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ใกล้ๆ เดินไปเดี๋ยวเดียวก็ถึง แต่วันนี้เจี๊ยบยังไม่มา สงสัยนั่งทำงานอยู่ที่หอ ผมหันไปเห็นบีมกับขลุ่ย ผมสงสัยว่าสองคนนี้จะแข่งกันอยู่ในทีว่าใครจะสามารถนอนได้นานกว่ากัน เรียกว่าต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองนอนแน่ ไม่มีใครยอมใครว่างั้นเถอะ แต่บ่อยครั้งที่ผมเข้ามาแล้วพบเพียงขลุ่ยนอนหลับอยู่คนเดียว ส่วนบีมนั้นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ผมเก็บความสงสัยเรื่อยมาจนพบคำตอบในวันหนึ่ง บีมแอบไปเรียนดีเจ ทั้งๆที่อีกไม่กี่วันจะส่งงานบีมก็ยังไปเรียนอยู่ บีมบอกผมว่า

“ยังไงกูก็ต้องทำงานเพลง กูว่าไม่มีใครรู้สึกถึงความไพเราะของเพลงได้ดีเท่ากู มึงเคยรึเปล่า แบบฟังเพลงนี้แล้วโอ้โห…อะไรแบบนี้” แล้วบีมก็ทำท่าประกอบอารมณ์สะเทือนใจ ส่วนผมได้แต่พยักหน้าหงึกๆ

เจี๊ยบเองก็คล้ายๆกับบีม เจี๊ยบอยากทำหนัง และซื่อสัตย์กับความคิดนี้ ผมจำไม่ได้ว่าเจี๊ยบอยากทำหนังตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เจี๊ยบก็ไม่อยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ผมดูเจี๊ยบเป็นคนใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบแบบแผน ต่างจากบีมที่ดูจะมีชีวิตที่สับสนและยุ่งเหยิง แต่สองคนนี้ก็สนิทกัน สิ่งหนึ่งที่สองคนนี้มีเหมือนกันก็คือ ทั้งสองคนไม่เคยชอบงานที่ทำอยู่ ผมอดสงสารไม่ได้ที่เห็นสีหน้าของทั้งสองคนเวลาทำงาน สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวทั้งสองไว้ได้คือ รีบทำงานให้เสร็จจะได้ไปทำหนังหรือทำเพลงเสียที ผมคิดว่าพวกเขาคงจะรู้สึกกันถึงขนาดนั้นเลยทีเดียว

ผมค่อนข้างจะสนิทกับบีมและเจี๊ยบเป็นพิเศษเนื่องจากทำงานอยู่ในห้องเดียวกัน ต่างจากขลุ่ยที่ถึงแม้จะทำงานอยู่ในห้องเดียวกัน แต่ในเวลาพักผ่อนขลุ่ยมักจะไปไหนมาไหนกับแฟนที่เป็นรุ่นน้องเสมอ เราจึงมักจะได้พูดคุยกันเฉพาะเวลาทำงานซึ่งก็มีไม่มากนักเท่านั้น ขลุ่ยเป็นคนมีความคิด คำพูดแต่ละคำของเขาเหมือนผ่านการเรียบเรียงมาแล้วทำให้มันดูคมคาย และให้แง่คิด แต่อะไรที่ดูเป็นอุดมคติอย่างนั้นมันกลับก็ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดใจบ้างในบางครั้งในการพูดคุยกับเขา แต่ก็ไม่บ่อยนักหรอกนะ ยังไงซะผมก็ยังรู้สึกโชคดีที่ได้นั่งทำงานอยู่ในห้องเล็กห้องนี้ ทุกคนเป็นคนดี

ผมนั่งเฉยๆมาตั้งนานแล้ว ภายในห้องขนาด 8X4 เมตร ที่พื้นปูด้วยเสื่อน้ำมัน ส่วนผนังสีขาววนิลานั้นมีอะไรแปะอยู่เต็มไปหมด หากมองขึ้นไปบนเพดานจะเห็นท่อพัดลมดูดอากาศขนาดใหญ่วิ่งผ่านไป ด้านหลังห้องเป็นระเบียงเชื่อมกับห้องใหญ่ เป็นระเบียงที่กว้างขวางมาก แต่เราก็ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์จากมันเท่าใดนัก นอกจากใช้เป็นที่สำหรับหลบออกไปสูบบุหรี่เงียบๆ และสมาชิกที่มักจะออกไปสูบบุหรี่ด้วยกันนอกเหนือไปจากพวกห้องเล็กก็จะมีนิก อ๋อง แพน ก้อง และตั้มในบางครั้ง

ผมชอบบรรยากาศของการสูบบุหรี่ด้วยกันมาก เรามักจะออกไปสูบหรี่กันในตอนดึก ดูเหมือนพวกเราจะรักใคร่กันเป็นพิเศษ หลายคนจะดูอ่อนโยนมากขณะสูบบุหรี่ โดยเฉพาะนิก เขามักจะถามผมอย่างห่วงใยเสมอว่างานถึงไหนแล้ว ผมมักจะรู้สึกอึดอัดเสมอเวลาโดนใครถามคำถามนี้ แต่ด้วยท่าทางอย่างนั้นของนิก ผมรู้สึกว่าเขากำลังห่วงใยผมอยู่จริงๆ คล้ายๆกับพี่เป็นห่วงน้องอย่างนั้นน่ะ นอกจากนั้น เรื่องที่เราคุยกันขณะสูบบุหรี่มักจะเป็นเรื่องที่ผ่อนคลาย ได้เล่นมุข ได้หัวเราะกัน ผมคิดว่าเมื่อเราต้องแยกย้ายกันไป ผมต้องคิดถึงบรรยากาศอย่างนี้แน่นอนที่สุด ผมอยากให้เราอยู่อย่างนี้กันตลอดไป

เมื่อพูดถึงบรรยากาศที่น่าจดจำ ผมมักจะนึกถึงตอนไปฝึกงานที่น่าน ที่นั่น ผมรู้สึกว่าพวกเราทั้งหมดได้เข้าไปใกล้เคียงกับคำว่ามิตรภาพมากที่สุดแล้ว หลังจากใช้เวลาเดินทางห้าชั่วโมงบนทางที่คดเคี้ยว เราก็ไปถึงศูนย์วิจัยพันธุ์พืชอะไรซักอย่างนี่แหละที่มีพ่อของเมย์เป็นผู้อำนวยการอยู่ ภายในศูนย์มีสภาพเป็นธรรมชาติที่สวยงามมาก มีต้นไม้ ดอกไม้ มีบ่อน้ำ มีโรงเพาะชำ มีภูเขาตั้งอยู่เป็นฉากหลัง บรรยากาศดีพอๆกับรีสอร์ทชั้นดีเลยหล่ะ อาคารที่พวกเราไปก่อสร้างคือ หอกลองที่วัดพระเกิด เป็นการทำงานที่สนุกสนานที่สุด ทุกๆคนที่เราได้เจอล้วนเป็นคนดี เราเฝ้ารออาหารกลางวันแต่ละมื้ออย่างใจจดใจจ่อ เพราะอาหารอร่อยมาก เป็นฝีมือของแม่บ้านในชุมชนนั้น น้ำหนักของพวกเราขึ้นกันแทบทุกคน โดยเฉพาะแพน

แพนดูจะมีความสุขกว่าใครๆกันการกินอาหารแต่ละมื้อ เมื่อฝึกงานเสร็จ หน้าของแพนก็กลมเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

เวลาคุยกับแพนแล้วทำให้ผมมีความสุข ผมรู้สึกว่าเขาเป็นคนไร้เดียงสา ท่าทางของเขาจึงน่ารักและจริงใจ ต่างจากโจ้ซิ่วที่ดูเงียบขรึมและก้าวร้าว ถ้าไม่ใช่คนที่สนิทกับโจ้จริงๆคงไม่รู้หรอกว่าแท้จริงแล้วโจ้เองก็เป็นคนน่ารักและมีจิตใจที่ดีขนาดไหน ผมมักจะแอบขำเสมอเวลาเขาพยายามจะปิดบังความไร้เดียงสาของตัวเองเอาไว้ ทั้งๆที่มันออกจะดูมีเสน่ห์ขนาดนั้น

ที่พักของเราอยู่ห่างจากที่ทำงานพอสมควรทีเดียว ทุกๆเช้าจะมีรถกระบะมารับพวกเราไปทำงาน และมาคอยรอรับไปส่งที่พักในตอนเย็น ระหว่างทางต้องแวะซื้อกับข้าวที่ตลาดเพื่อจะนำไปเป็นอาหารเย็นให้เรียบร้อย ที่พักของพวกเรามีครัวที่ใช้ทำอาหารได้ ซึ่งก็คือบ้านของเมย์นั่นแหละ เมื่อมีโอกาสได้ชิมอาหารฝีมือเพื่อน จึงได้รู้ว่าเหมี่ยวกับยีนส์ สองคนนี้เค้าทำอาหารได้อร่อยขนาดไหน ในบางมื้อเราก็จะมานั่งล้อมวงกินอาหารฝีมือของพวกเราเอง มื้อนั่นเป็นมื้อพิเศษสำหรับผม ที่ไม่สามารถจะไปหาได้ที่อื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารที่เลิศหรูขนาดไหน มันมีรสชาติของมิตรภาพเจืออยู่ในปริมาณที่พอดี

สถานที่ที่เราชอบไปนั่งกินอาหารร่วมกันคือ ศาลาริมน้ำ ที่นั่นเป็นสวรรค์น้อยๆของปิติเลยทีเดียว

หากคุณเป็นนักศึกษาฝึกงาน งานของคุณคือการก่อสร้างอาคาร สิ่งของที่คุณจะเตรียมไปสำหรับการฝึกงานครั้งนี้มีอะไรบ้าง คงไม่มีใครตอบว่าเบ็ดตกปลาหรอกนะ แต่ปิติเอาไป แล้วก็ดันมีบ่อน้ำให้ปิติตกจริงๆเสียด้วย จึงมีหลายมื้อที่เราได้อิ่มกันเพราะมีปิติคอยหาอาหารมาให้

แต่เราก็ปฏิบัติกับปิติไม่คอยดีนัก เรารู้สึกว่าปิติเป็นคนไม่คิดเล็กคิดน้อย จึงไม่ค่อยระวังคำพูดหรือท่าทางที่หยาบคายเวลาพูดคุยกับเขา ผมคงทนไม่ได้และไม่มีทางทนได้หากได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับปิติ และคงไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวหรอกที่อดสงสารปิติไม่ได้ แต่ไม่เคยมีใครสนใจจะเข้าไปห้ามปรามเรื่องนี้ คล้ายๆกับว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา ไม่ควรเข้าไปยุ่ง ซึ่งนี่เป็นเรื่องเศร้าเรื่องหนึ่งในหมู่พวกเรา

เราอาจจะทำอาหารกินกันเองเฉพาะในบางมื้อ แต่เราแทบจะไม่เคยวางเว้นจากการร่ำสุราในยามค่ำคืนโดยมีอาจารย์เด่นเป็นแกนนำ อาจารย์เด่นเป็นอาจารย์ที่คอยดูแลพวกเราในการฝึกงานครั้งนี้ ทุกๆเย็นอาจารย์จะเป็นธุระคอยจัดเตรียมพวกเครื่องดื่มมาให้ และร่วมดื่มกับพวกเราด้วย อาจารย์เด่นไม่เหมือนอาจารย์คนอื่นๆ เวลาอาจารย์นั่งอยู่ด้วยเราก็ยังคงสนุกสนานได้เหมือนเดิม ไม่รู้สึกกดดัน หรือวางตัวลำบาก ถึงแม้อาจารย์จะนั่งอยู่ เราก็ยังสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง เราเข้ากับอาจารย์ได้ดีจริงๆ เราทุกคนรักอาจารย์เด่นมาก และก็ได้เรียนรู้ความเจ็บปวดของการจากพราก อาจารย์เด่นใช้ชีวิตของอาจารย์สอนเราในเรื่องนี้

อาจารย์จากไปในตอนเช้าวันหนึ่งซึ่งเหลืออีกเพียงไม่กี่วันอาจารย์ก็จะเข้าพิธีแต่งงาน และสิ่งที่ทำให้ผมทนไม่ได้คือ ของชำร่วยที่ใช้ในงานศพของอาจารย์ มันเป็นของชำร่วยที่อาจารย์ตั้งใจจะใช้เป็นของชำร่วยในงานแต่งงานต่างหาก

ทำไมเรื่องราวของคนอย่างอาจารย์เด่นมันถึงต้องจบลงในรูปแบบเช่นนี้นั้น ผมไม่เคยเข้าใจ พอๆกับที่ไม่เคยเข้าใจในความหมายของชีวิตนั่นแหละ คนบางคนเกิดมาเพื่อถูกรัก และทิ้งความเจ็บปวดมหาศาลไว้ให้เมื่อเขาจากไป อาจารย์เด่นก็เป็นคนอย่างนั้น

แล้วเวลาแห่งความสุขที่น่านของเราก็หมดลง ผมเก็บช่วงเวลานี้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้เวลาจะทำให้เราลืมรายละเอียดของเหตุการณ์บางอย่างที่น่าจดจำ แต่ผมก็ไม่เคยลืมบรรยากาศแห่งความสุขนั้น และเมื่อนึกขึ้นครั้งใดก็อดนั่งยิ้มอยู่คนเดียวไม่ได้ ผมหวังอยู่เสมอว่าเราจะได้พบกับบรรยากาศอย่างนี้ในการฝึกงานครั้งต่อไป แต่มันก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีก และการฝึกงานครั้งต่อไปนี่เองที่ทำให้เกิดห้องผู้หญิงขึ้นมา

มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่คนเกือบสี่สิบคนจะสามารถสนิทกันได้หมด มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่เราจะสามารถรวมตัวกันได้เป็นกลุ่มเดียว เรื่องเพศที่แตกต่างกันเป็นกำแพงขนาดมหึมาที่มิตรภาพไม่สามารถข้ามฝ่าไปได้ ในหมู่พวกเราระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ถึงเราจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เราทุกคนก็รู้อยู่ในใจว่ามันมีช่องว่างอยู่ ซึ่งมันก็กว้างเสียจนเติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม และก็มีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอกย้ำความรู้สึกนี้ของผม ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดก็มาจากสาเหตุเพียงประการเดียว คือ เราเอาใจใส่กันมากเกินไป เราพยายามจะเติมเต็มช่องว่างนั้นแต่เราก็ไม่เคยรู้ว่าจะต้องทำยังไง ทุกอย่างมันจึงบิดเบี้ยวไปหมด -ทำไมอะไรอะไรมันถึงไม่พอดีไปทุกทีซิน่า

ในที่สุดห้องผู้หญิงจึงก่อตัวขึ้นมา

บรรยากาศภายในห้องผู้หญิงนั้นแตกต่างจากบรรยากาศภายในห้องใหญ่อย่างกับอยู่คนละโลก แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นก็คือมันหนาว หนาวอย่างกับอยู่ในน้ำค้างทีเดียว เราต่างก็โหยหาซึ่งกันและกันอยู่ภายใต้ท่าทีที่เย็นชาต่อกัน สำหรับผม รายละเอียดส่วนนี้เป็นส่วนที่เศร้าที่สุดในหมู่พวกเรา และไม่อยากพูดถึงมันมากไปกว่านี้

เสียงเอะอะดังมาจากด้านล่าง ที่ห้องประชุม พวกเราส่วนใหญ่ที่ตื่นอยู่ไปรวมตัวกันที่นั่น ผมปลุกขลุ่ยกับบีมเพื่อไปสมทบ

เติ้งมาดรอป

เราเข้าไปปลอบโยนเติ้ง บอกว่าให้สู้ต่อไป อย่าเพิ่งยอมแพ้ หรือพูดให้กำลังใจกันไปต่างๆนานา แต่มันคงไปไม่ถึงเติ้ง เติ้งตัดสินใจไปแล้วด้วยความเด็ดเดี่ยวเหมือนกับทุกครั้งที่เขาตั้งใจจะทำอะไร สำหรับผมแล้ว เติ้งเป็นคนพิเศษ ชีวิตของเติ้งมองไปยังสถานที่ที่ไกลกว่าผมมาก และเขาก็ดูเหมือนจะรู้วิธีที่จะไปยังสถานที่แห่งนั้น ชีวิตของเติ้งจึงดำเนินไปอย่างมีความหมาย ผมอดอิจฉาพลังอย่างนั้นของเติ้งไม่ได้ และรู้ว่าเรื่องราวในวันนี้คงไม่ได้มีความหมายอะไรกับชีวิตของเติ้งมากนัก ชีวิตของเขายังต้องไปอีกไกล และยังต้องเจอกับเรื่องราวที่มันยิ่งใหญ่กว่านี้มากนัก ผมกลับรู้สึกดีใจอยู่ลึกๆเสียอีก เพราะหากผมต้องพ่ายแพ้ให้กับงานครั้งนี้ อย่างน้อยก็ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียว

ผมไม่ชอบความคิดที่เห็นแก่ตัวแบบนี้ของตัวเองเอาเสียเลย แต่ความรู้สึกประหลาดอันนี้มันก็ได้เกิดขึ้นกับผมเสียแล้วในวันนี้

มดร้องไห้ให้กับเติ้ง มดดูจะเสียใจมากกว่าเติ้งที่เป็นคนมาดรอปเองเสียอีก มดอ่อนโยนอย่างนี้กับทุกคนเสมอ สายตาของมดที่มองดูโลกนั้นเต็มไปด้วยความดีงาม มันเป็นสายตาแบบเดียวกับของชะ สำหรับผมแล้ว สองคนนี้เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของความดีงาม

หลังจากเติ้งกลับไป เราก็มานั่งจับกลุ่มคุยกัน ที่หน้าห้องผู้หญิงจะมีพื้นที่โล่งขนาดไม่ใหญ่นัก ปกติแล้งเรามักใช้พื้นที่ตรงนี้สำหรับการพูดคุยเรื่อยเปื่อยในเวลาที่รู้สึกเกียจคร้าน เหตุการณ์ของเติ้งเป็นโอกาสอันดีที่หลายคนจะใช้ในการระบายความอัดอั้นตันใจเกี่ยวกับงานที่ทำอยู่ ในวันนี้เองที่ผมเพิ่งรู้ว่าหลายคนต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหน มันทำให้ผมประหลาดใจ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงต้องกดดันตัวเองถึงขนาดนั้น ชีวิตคนเรามันต้องรับผิดชอบด้วยความลำบากใจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ

เมื่อการพูดคุยจบลง ทุกคนก็กลับไปทำงานของตัวเอง ผมมีความรู้สึกว่าจิตใจของผมนั้นมันห่อเหี่ยวลงไปมากทีเดียว ผมคงยังไม่สามารถทำงานได้ด้วยความรู้สึกเช่นนี้ จึงเดินเข้าไปดูงานของเพื่อนในห้องผู้หญิง จริงๆแล้วก็คงจะเรียกว่าห้องผู้หญิงได้ไม่เต็มปากนัก เพราะในบรรดาผู้หญิงก็ยังมีผู้ชายทำงานอยู่ในนั้นหนึ่งคน นั่นคือตุลย์

ตุลย์คือผู้ชายที่ใกล้เคียงกับคำว่าสุภาพบุรุษที่สุดในหมู่ของพวกเรา เขามีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับการเป็นผู้ชายที่ดีที่สังคมต้องการ อีกทั้งยังเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงมาก ตุลย์เสียสละตัวเองมาเป็นคนคอยดูแลพวกผู้หญิง ผมรู้ว่าเราทุกคนก็อยากจะทำอย่างนั้น แต่ไม่มีใครกล้าเท่าตุลย์ ผมรับรู้บรรยากาศที่ตึงเครียดภายในห้องผู้หญิงได้จากตุลย์นี่แหละ เขาเล่าว่าทุกคนในห้องนี้ต่างก็เคยร้องไห้เนื่องจากแบกรับความกดดันไม่ไหวกันมาหมดแล้ว และเขาก็ต้องทำหน้าที่ปลอบโยนคนเหล่านั้น ผมมาคิดดูแล้วมันเป็นงานที่หนักทีเดียว แต่ตุลย์คงไม่คิดว่ามันเป็นงานหรอก

นอกจากจากตุลย์แล้ว ทุกคนในห้องนั้นเป็นผู้หญิง ได้แก่ ยีนส์ มด นาง มิงค์ ชะ เชอรี่ พัช เหมี่ยว และเปิ้ล มีเพียงโจ้ โอปอล บี และนุ่นเท่านั้นที่ไม่ได้ทำงานอยู่ในห้องนี้

แล้วผมก็เดินออกจากห้องผู้หญิงมาด้วยด้วยความอารมณ์เศร้าหมอง

ระหว่างทางเดินแบบซิงเกิ้ล คอร์ริดอร์ พวกเรากำลังยืนสูบบุหรี่กันอยู่ ผมเดินเข้าไปสมทบ เพิ่งจะสังเกตว่าอากาศในวันนี้มันดูไม่สดใสเอาเสียเลย ฟ้าปิดมาตั้งแต่เช้าแล้ว แต่ก็ดีเหมือนกันตรงที่ไม่มีแดด ทำให้เราสามารถออกมายืนสูบบุหรี่กันอย่างนี้ได้ เราไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนัก จึงเกิดความเงียบแบบที่ผมไม่ชอบขึ้นมาเป็นระยะ แต่ก็ได้แต่ปล่อยให้บรรยากาศอย่างนั้นดำเนินต่อไป

บรรยากาศของวันนี้ทำให้ผมรู้สึกอ่อนล้าเหลือเกิน

ผมเริ่มจะรู้ตัวแล้วว่าวันนี้คงจะยังไม่ได้ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก

เมื่อคิดว่าจะไม่ทำงาน อารมณ์ของผมก็กลับแจ่มใสขึ้นมาบ้าง หลังจากสูบบุหรี่หมดมวนจึงเดินแวะเข้าไปในห้องใหญ่ และสิ่งที่ผมเห็นเป็นอย่างแรกคือเมย์กำลังนอนหลับอยู่ เมย์ตื่นไปปลอบโยนเติ้งแล้วกลับมาหลับต่อ

พูดถึงการหลับแล้ว แม้ผมจะรู้สึกว่าบีมกับขลุ่ยนอนมากขนาดไหน แต่ก็ไม่มีทางสู้เมย์ได้เลย เมย์นอนมาก เมย์ขี้เกียจ เมย์กินเยอะ เมย์ไม่ยอมทำงาน เมย์นอนกรน ฯลฯ เมย์เป็นคนที่เพื่อนๆพูดถึงกันมากที่สุด เรามักจะพูดนินทาเมย์ด้วยความสนุกสนานอยุ่เสมอ แต่ก็เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ว่าไม่มีใครไม่ชอบเมย์ เมื่อเรามีปัญหา เมย์จะเป็นชื่อแรกๆที่เรามักจะนึกถึง ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เรียกหาเมย์เป็นประจำ และคงไม่มีใครอีกที่จะเข้ามาช่วยเหลือเราอย่างที่เมย์ทำอีกแล้ว-สงสัยว่าน้ำใจของเมย์จะแปรตามขนาดตัวของเขาล่ะมั๊ง(ลำพังเพียงแค่คิดถึงเมย์ก็ทำให้ผมรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้างแล้)

พวกเราคนอื่นนั่งทำงานอยู่อย่างขมักเขม้น โดยเฉพาะอ๋อง สำหรับผมแล้ว อ๋องเป็นพี่ใหญ่ที่คอยดูแลน้องๆอย่างพวกเราเสมอมา เรื่องชีวิตของอ๋องไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเพราะอ๋องก็ใช้ชีวิตอย่างดีงามมาตลอดอยู่แล้ว ผมเป็นห่วงเพียงเรื่องเดียว คือผมกลัวว่าอ๋องจะทำงานจนตาย ผมไม่เคยเห็นใครทำงานด้วยบรรยากาศที่น่าขนลุกอย่างนั้น มองดูคล้ายกับว่างานได้กลืนกินชีวิตของเขาไปเสียแล้วขนาดนั้นเลยทีเดียว

ผมเดินออกจากอ๋องมาและมองไปรอบห้อง มันเป็นภาพที่สวยงามสำหรับผม ทั่วทั้งห้องมีขยะกองอยู่เป็นหย่อมๆ มันเหมือนกับว่ากองขยะเหล่านี้ถูกวางโดยคำนึงถึงการจัดองค์ประกอบภายในห้องมาเป็นอย่างดีแล้ว ขยะแต่ละกองจึงดูมีความหมายอย่างที่ทำให้ใครไม่กล้าเข้าไปแตะต้อง หรือเคลื่อนย้ายมัน ทุกคนปฎิบัติกับกองขยะด้วยความเคารพจริงๆ

เสียงเคาะคีย์บอร์ดที่ดังกว่าปกติดังมาจากตั้มที่อยู่ตรงมุมห้อง นิกหันมาสบตากับผมแล้วหยักไหล่

ปิติไม่อยู่ เช่นเดียวกับบอย โจ้ออกไปข้างนอกกับแพน ส่วนก้องยังคงสูบบุหรี่อยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก เราทุกคนรู้ดีว่าเวลาแบบนี้ไม่ควรจะเข้าไปตอแยกับก้องมากนัก ควรจะรอให้พายุผ่านพ้นไปก่อน แล้วก้องจะกลับมาเป็นท้องทะเลที่สวยงามของเพื่อนๆเหมือนเดิม

ผมเดินกลับไปที่ห้องของผม เพื่อเก็บสัมภาระ ป่วยการที่จะทำงานในช่วงเวลาอย่างนี้จึงตัดสินใจออกไปหาอะไรกินก่อนดีกว่าแล้วดึกๆกลับเข้ามาอีกที ระหว่างทางเดินผมไม่ลืมที่จะหันกลับไปมองบริเวณที่ผมคิดว่ามีท้องฟ้าที่สวยที่สุด แล้วค่อยๆเดินผ่านห้องใหญ่กับห้องผู้หญิงไปอย่างช้าๆ ไม่ลืมที่จะแวะทักทายทุกๆคน มันมีบรรยากาศอะไรซ่อนอยู่ในสตูดิโอของพวกเรากันหนอ ที่ทำให้ผมรู้สึกรักมันเหลือเกิน

แล้วผมก็ค่อยๆเดินอย่างเชื่องช้าไปต่อไป ระหว่างทาง ผมนึกถึงพวกเราที่ไม่ได้เข้ามาทำงานที่สตูดิโอ ผมนึกเสียดายแทนพวกเขาที่พลาดความงดงามอย่างหนึ่งของชีวิต เช่นเดียวกับที่พวกเราที่พลาดจะได้รับรู้ความงดงามจากพวกเขาเหล่านั้น

ในที่สุดผมก็เดินมาถึงที่ลานจอดรถ ขณะขับรถกลับหอ ผมยังมีโอกาสได้มองขึ้นไปฟ้าอย่างอีกครั้ง

ฟ้าวันนี้ยังเหมือนเดิม

Thursday, October 05, 2006

บ้าน02: หญิงชรากับแมว

เปิดประตูบานใหญ่สีน้ำเงินเข้มบานนั้นเข้ามา ก็จะพบกับห้องโถงขนาดกระทัดรัด ด้านหน้าเป็นประตูที่เปิดเข้าไปยังที่พักของผมที่ชั้นบน ส่วนทางด้านซ้ายมือ ประตูบานนั้นเปิดเข้ายังบ้านของหญิงชราชาวฝรั่งเศส คะเนอายุนั้นคงจะประมาณเจ็ดสิบกว่าปี แกเป็นเจ้าของบ้านที่ผมมาเช่าอยู่ทุกวันนี้ ถึงแกจะมีอายุค่อนข้างมาก แต่ก็ยังมีพลังงานอยู่อย่างล้นเหลือ ผมสังเกตุเห็นว่าแกจะมีอะไรทำอยู่ตลอดไม่เว้นแต่ละวัน หนึ่งในกิจกรรมที่สำคัญของแกคือการดูแลสวนหลังบ้านที่แสนจะงดงาม แกมีพืชพันธุ์ต่างๆปลูกเอาไว้เต็มไปหมดอย่างที่สามารถเก็บมารับประทานได้โดยไม่ต้องไปหาซื้อเอาจากที่อื่น นอกจากนั้น วันดีคืนดี แกก็จะนำผลไม้ออแกนิกมาฝากผมอยู่เสมอ ทั้งลูกพลัม ทั้งองุ่น ฯลฯ ที่แกเป็นคนปลูกเองนั้นอร่อยกว่าไปซื้อมาจากซุปเปอร์มาเกตเป็นไหนๆ ผมถามแล้วได้ความว่ามันมาจากสวนลึกลับอีกแห่งหนึ่งของแก ซึ่งแกก็ไม่ได้บอกว่าตั้งอยู่ที่ไหน ถึงว่า แกถึงถือจอบถือเสียมออกไปข้างนอกได้ทุกวัน

แต่สิ่งที่ผมสงสัยก็คือ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้หญิงชราชาวฝรั่งเศส ตัดสินใจใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของแก เพียงลำพังในมหานครแห่งนี้ ในย่านที่ว่ากันว่า ติดอันดับย่านที่อันตรายที่สุดของมหานครแห่งนี้เสียด้วย ผมสงสัยว่าทำไมแกถึงไม่ยอมกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด อาหารก็อร่อยกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้ ผมเก็บคำถามนี้ไว้กับตัวเองเท่านั้น เพราะเรื่องอย่างนี้มันเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรไปก้าวก่าย รู้แต่เพียงว่า คำนำหน้าชื่อของแก ที่ขึ้นต้นด้วย "มิสซิส(Mrs.)" นั้น อาจจะเป็นคำตอบก็เป็นได้

จะว่าแกอยู่คนเดียวก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะแกมีแมวอาศัยอยู่ด้วยหนึ่งตัวชื่อ มีมี่ เธอเป็นแมวที่อย่่างกับหลุดมาจากตัวละครในเรื่อง "คาฟคา ออน เดอะ ชอร์" นิยายเล่มล่าลุด ของนักเขียนญี่ปุ่นชื่อก้องโลก ฮารูกิ มุราคามิ ยังไงยังงั้น ที่จริงแล้วหญิงชราไม่ได้เป็นเจ้าของมีมี่ เธอเล่าว่าในวันหนึ่ง จู่ๆมีมี่ก็ปรากฎตัวขึ้นมา และมาใช้ชีวิตร่วมกับแกตั้งแต่นั้น แกเล่าว่ามีมี่น่าจะเป็นแมวของบ้านหลังใดหลังหนึ่งในบริเวณใก้เคียง แต่ท้ายที่สุดแล้ว เธอก็มาใช้เวลาร่วมกับแกมากกว่าเจ้าของตัวจริงเสียอีก มีคนเคยบอกว่าสิ่งที่เหมือนกันมักจะโคจรมาพบกัน การที่หญิงชราได้มาใช้ชีวิตร่วมกับมีมี่นั้น สำหรับผมแล้ว นับว่าเป็นเรื่องที่โรแมนติกมากทีเดียว

มีมี่เป็นแมวพันธุ์พม่า ซึ่งก็มีลักษณะใกล้เคียงกับแมวไทย การปรากฎตัวของมีมี่จึงนับว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดทีเดียว เพราะแมวตัวอื่นๆที่อาศัยอยู่ในมหานครแห่งนี้ นั้นมักจะมีลักษณะตัวโต ขนยาว อย่างกับแมวฝรั่งทั่วไป แต่มีมี่นั้นตัวเล็ก ขนสั้น และปราดเปรียว นอกจะนี้มีมี่ยังเป็นแมวตัวแรกที่ผมเคยเห็น ที่ไม่ยอมกินปลา

ที่หน้าต่างในห้องครัวของผมนั้นจะมีช่องเล็กๆ เอาไว้ให้มีมี่สามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ เธอจึงแวะเข้ามาทักทายผมอยู่เสมอ จำได้ว่าวันนั้นผมรับประทานปลาแมคคาเรลทอด ซึ่งก็คล้ายๆกับปลาทูทอดบ้านเรานั่นแหละครับ เป็นช่วงเวลาที่มีมี่แวะเข้ามาทักทายพอดี จึงส่งชิ้นปลาให้มีมี่เป็นการเอาอกเอาใจ เธอทำท่าเหมือนกับสิ่งที่ผมยื่นให้นั้นไม่ใช่อาหาร ไม่แม้แต่จะหยุดดมด้วยซ้ำ แล้วเธอก็เดินไปนอนขดตัวในที่ประจำของเธอในห้องครัว ท่าทีของเธอนั้นสร้างความประหลาดใจปนเสียงหัวเราะของสมาชิกในบ้านได้พอสมควรเลยทีเดียว มาทราบภายหลังว่าเธอจะรับประทานอาหารจากหญิงชราเท่านั้น ซึ่งแกก็มีอาหารเม็ดเตรียมไว้บริการอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นอกจากนี้แกยังซื้อตับหมูมาปรุงตามสไตล์ฝรั่งเศสไว้คอยเสริมธาตุอาหารให้กับมีมี่อีกด้วย อย่างนี้แล้วเธอจะกินอาหารที่ไหนได้อีก

อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังๆมานี้ มีมี่ได้แวะเข้ามาทักทายผมอยู่บ่อยครั้ง แถมยังมานอนพักในที่ประจำที่ผมเตรียมไว้ให้อยู่นานสองนานทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันทำให้ผมไม่ค่อยสบายใจเท่าใดนัก ทั้งนี้เพราะเมื่อมีมี่มาอยู่กับผม ก็จะทำให้เวลาที่เธอไปอยู่กับหญิงชราลดน้อยลงไปด้วย ผมทึกทักเอาเองว่าหญิงชราและมีมี่นั้นเป็นของกันและกัน ไม่ควรจะถูกจากพรากโดยการมาของผม จนมาวันหนึ่งได้มีโอกาสคุยกับหญิงชรา จึงได้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของการห่างเหิน ที่ฟังแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ เรื่องของเรื่องคือ เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา อุณหภูมินั้นพุ่งขึ้นสูงมาก ในระดับที่ว่าบนรถบัสชั้นสองนั้น อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นไปเกือบจะในระดับสี่สิบองศาเลยทีเดียว เพื่อนของหญิงชรานั้นเป็นห่วง จึงซื้อพัดลมติดเพดานขนาดใหญ่มาให้เป็นของขวัญ มันเป็นพัดลมขนาดมหึมาแบบที่มีโคมไฟอยู่ตรงกลาง วันแรกที่เปิดใช้งาน มีมี่ที่นอนหลับอย่างสบายอารมณ์อยู่บนโซฟาในห้องรับแขกนั้น ก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นและวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง หายไปเสียนาน หลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยไว้วางใจห้องรับแขกที่มีสัตว์ประหลาดเกาะอยู่บนเพดานอีกเลย หญิงชราเล่าว่า นอกจากตอนที่แกจะนั่งอยู่ด้วยแล้วนั้น มีมี่ไม่เคยเข้าไปนอนเล่นคนเดียวในห้องรับแขกเหมือนที่เคยทำเป็นกิจวัตรอีกเลย ผมได้ฟังแล้วก็อดขำไม่ได้ และพอแกทราบว่ามีมี่นั้นมีสภาพเป็นอยู่ที่สุขสบายดีที่ชั้นบน ไม่ได้หนีหายไปไหน แกก็สบายใจและไม่ได้เรียกร้องว่ามีมี่นั้นต้องมาอยู่กับแกเท่านั้น ขอเพียงมีมี่มีความสุขก็เพียงพอแล้ว มีมี่นั้นคงจะได้รับความรู้สึกที่ว่านี้ของแก จึงไม่เคยจากแกไปไหนเลย เห็นไหมครับว่ามันเป็นเรื่องที่แสนจะโรแมนติกขนาดไหน ตลอดเวลาเวลาที่ผมเฝ้าดูความสัมพันธ์ของหญิงชรากับแมวนั้น ตัวผมมักจะได้รับบรรยากาศแห่งความสุขอย่างนี้อยู่เสมอ มันทำให้สถานที่แห่งนี้นั้นน่าอยู่ขึ้นไปอีก

มันเป็นธรรมดาที่จังหวะของชีวิตของคนเรานั้นมันจะช้าบ้าง เร็วบ้าง บางทีก็ราบเรียบเหมือนกับทะเลที่กำลังจะมีพายุ หรือบางทีก็ตื่นเต้นเสียจนต้องเผลอเอามือไปกุมไว้ที่หัวใจไว้เพราะกลัวว่ามันจะหลุดออกมาเลยทีเดียว ไม่ว่าเราจะรู้สึกว่าควบคุมมันได้หรือไม่ก็ตาม แต่เวลายังคงหมุนไป การค้นหาความสุขให้เจอในสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ ในบ้านหลังนี้ สำหรับผมแล้วนั้น มันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเติมชีวิตให้สมบูรณ์อย่างที่ผมใฝ่หา

บ้าน01

ตอนที่ 1

ลองนึกดูเล่นๆ ผมพบว่าตัวเองย้ายบ้านมาทั้งหมดสิบสี่ครั้งเข้าไปแล้ว ได้ผ่านประสบการณ์มากมาย รวมทั้งการที่ได้นั่งฟังหญิงสาวห้องข้างๆ คร่ำครวญจะฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดตึก เลยไปถึงชายหนุ่มที่กระโดดลงมาจริงๆ หรือได้ยินเสียงคู่รักประกอบกามกิจอย่างกับจะตะโกนให้คนทั้งโลกได้ยินว่าพวกเขากำลังมีความสุขขนาดไหน ยังจำได้ถึงงูตัวนั้นที่หลีกหนีความวุ่นวายในเบื้องล่าง ขึ้นมานอนขดตัวนิ่งอยู่ในห้องน้ำ หรือแม้กระทั่งฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ผมกล้าที่จะเผชิญหน้ากับผีในใจด้วยการเดินขึ้นไปที่ชั้นบนเพียงลำพังเพื่อตามหาต้นเหตุแห่งเสียงลักลับเสียงนั้น เหล่านี้ก็เคยเกิดขึ้นที่บ้านหลังหนึ่ง มากมายและมากมาย เพียงแต่ตอนนี้ ผมชอบบ้านหลังที่ผมอาศัยอยู่นี้ที่สุด

เฉพาะตั้งแต่ย้ายตัวเองมาพำนักที่มหานครลอนดอนแห่งนี้ บ้านหลังนี้เป็นหลังที่ห้า

บ้านหลังที่ห้าเป็นบ้านสไตล์วิคตอเรียซึ่งมีสภาพเก่าแก่พอสมควร รูปแบบของสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้านนั้นบ่งบอกถึงวัฒนธรรมเฉพาะตัวของคนอังกฤษว่าเคยมีวิถีชีวิตอย่างไร ก๊อกน้ำแบบแยกร้อน-เย็นออกจากกัน หรือประตูที่ใหญ่ หนาและหนักเพื่อป้องกันสายลมที่หนาวเข้าไปถึงกระดูกในฤดูหนาวบานนั้น ซึ่งในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ก็ค่อยๆถูกกลืนหายไป กลายเป็นวัฒนธรรมโลกใบเดียวตามอย่างกระแสโลกาภิวัฒน์ที่ขยายตัว ครอบคลุมไปทั่วทุกเมือง

ที่ลอนดอน เนื่องจากที่ดินมีราคาสูงจนไม่สามารถเป็นเจ้าของ ลักษณะที่อยู่อาศัยของชาวมหานคร ส่วนใหญ่จึงเป็นไปรูปแบบของแฟลต(Flat) คือบ้านหลังหนึ่งซึ่งจะปลูกเป็นตึกคล้ายๆกับทาวเฮาส์ที่เมืองไทยนั้นจะแบ่งเป็นชั้นๆ หรือแม้กระทั่งเป็นห้องๆ เพื่อแบ่งให้คนได้เข้ามาแบ่งปันพื้นที่ของบ้าน เพราะฉะนั้นในบ้านหนึ่งหลัง อาจจะประกอบไปด้วยสอง สาม สี่ ห้า หก หรือเจ็ดแฟลตก็ได้ บ้านที่ผมอยู่เป็นบ้านสามชั้น แต่แบ่งเป็นสองแฟลต คือ ชั้นล่างเป็นของเจ้าของบ้าน ส่วนชั้นสองและชั้นสามนั้นแบ่งให้เช่า โดยมีทั้งหมดสามห้องนอน ผมอาศัยอยู่ในห้องขนาดประมาณสี่คูณห้าเมตรบนชั้นสองแต่เรียกว่าเป็นชั้นหนึ่ง เพราะชั้นล่างของบ้านนั้น คนที่นี่เค้าเรียกว่า กราวน์ ฟลอร์( Ground floor) ห้องที่ผมอาศัยอยู่นั้นนับว่ามีขนาดใหญ่จนน่าตกใจ หากเทียบกับราคาที่ถูกจนน่าสงสัยของบ้านหลังนี้

ก้าวแรกที่ผมเข้ามาสำรวจบ้านหลังนี้ ผมก็ได้กลิ่นอะไรบางอย่าง ซึ่งผมขอเรียกกลิ่นนี้ว่าเป็นกลิ่นแห่งความดีงาม มันทำให้ผมมั่นใจว่าบ้านหลังนี้น่าจะอยู่เย็นเป็นสุข แต่สาเหตุที่ตัดสินใจย้ายมาพำนักที่บ้านหลังนี้นั้นกลับเป็นเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจมากกว่า คือนอกจากข้อจำกัดในเรื่องของการเดินทาง และจำนวนห้องที่ต้องการแล้วนั้น ก็เป็นเรื่องราคาดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น การย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้จึงไม่ใช่เหตุผลโรแมนติกที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นโรแมนติกกลิ่นนั้น

พูดถึงเรื่องกลิ่นแล้วก็ทำให้นึกถึงตอนสมัยที่ยังอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ ผมเชื่อว่าบรรยากาศพักผ่อนของเมืองเชียงใหม่เองก็มีกลิ่นเฉพาะเหมือนกัน การที่เมืองเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆในเมืองไทยสำหรับนักท่องเที่ยว และการที่นักท่องที่รวมตัวกันแล้วพร้อมใจกันปล่อยลมหายใจแห่งการพักผ่อนออกมา ลมหายใจนั่นแหละที่มันลอยไปเข้าจมูกผมตลอดเวลาที่อาศัยอยู่ ทำให้เกิดอารมณ์สุนทรีย์ พร้อมที่จะพักผ่อนอยู่ตลอดเวลาไม่เป็นอันทำอะไร นึกแล้วก็เสียดายพลังงานในวัยเด็กที่ถูกใช้ไปกับการพักผ่อนในระดับที่เกินพอดี จนเติบโตขึ้นมาผู้ใหญ่ที่ขาดความทะเยอทะยานอย่างทุกวันนี้ ทำเป็นพูดไป จริงๆแล้วก็ไม่เสียดายนักหรอกครับ ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็มีความสุขดีตามอรรถภาพ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้บ้านหลังนี้มีความพิเศษนั้นก็คือ ที่ห้องครัวจะมีหน้าต่างอยู่หนึ่งบานทางทิศตะวันตก เมื่อมองออกไปจะเห็นสวนหลังบ้านซึ่งเป็นสวนของเจ้าของบ้านที่อาศัยอยู่ที่ชั้นล่างนั่นเอง ความสัมพันธ์ของผมกับสวนหลังบ้านนั้นถึงแม้จะเป็นแบบมองอย่างเดียว แต่ผมก็พอใจมาก เพราะผมยังจำความรู้สึกของการถือมีดเล่มโตวิ่งออกไปตามขโมยที่บังเอิญมาจะเอ๋กันในตอนกลางดึกคืนหนึ่งได้ดี ตอนนั้นผมอาศัยอยู่ที่ชั้นล่างของบ้าน หน้าต่างห้องนอนของเพื่อนร่วมบ้านนั้นอยู่ติดกับสวนหลังบ้านซึ่งสามารถปีนข้ามกำแพงเข้ามาจากด้านนอกได้ ดีนะที่ตามไปไม่เจอ ไม่งั้นก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ในสวนหลังบ้านมีต้นไม้หลากหลายพันธุ์ ตั้งแต่ องุ่น ลูกแพร์ ดอกกุหลาบ เรื่อยไปจนถึงต้นกล้วย ที่บ้านเกิดของผมก็มีดงกล้วยปลูกอยู่ที่หน้าบ้าน ผมจึงมีความผูกพันกับต้นกล้วยเป็นพิเศษ ได้เห็นแล้วก็ชื่นใจ

นอกจากพืชแล้ว ในสวนหลังบ้านยังมีสัตว์อาศัยอยู่มากมาย ที่บ่อน้ำเล็กๆนั้นมีครอบครัวคุณกบอาศัยอยู่ ซึ่งผมเองก็ยังไม่เคยเห็นตัวเป็นๆซักที ได้ยินแต่จากคำบอกเล่าของเจ้าของบ้านที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าในน้ำที่มีสีเดียวกับกลางคืนนั้นมีคุณกบอาศัยอยู่ นอกจากนี้ที่บริเวณรั้วซึ่งมีต้นไม้ปกคลุมอยู่อย่างหนาทึบนั้นก็เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวคุณสุนัขจิ้งจอก ซึ่งอันนี้ผมเองเคยสบตากับพวกมันอยู่บ่อยครั้ง และสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติก็ดึงดูดฝูงนกมากมายหลายพันธุ์ให้มารวมตัว ซึ่งเจ้าของบ้านเธอก็แขวนอาหารนกเอาไว้เป็นการต้อนรับ

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าหน้าต่างในห้องครัวนั้นอยู่ในทิศตะวันตก ในตอนเย็นของวันพิเศษ ผมก็จะมีโอกาสมองเห็นแสงประหลาดในตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน บางครั้งก็เป็นสีทอง บางครั้งก็เป็นสีชมพู สวยและน่าอัศจรรย์อย่างไม่ต้องเดินทางไปหาที่ไหน ท้องฟ้าที่อังกฤษนั้นไม่เหมือนเมืองไทย มันสวยกันคนละแบบ จำได้ว่าตอนเด็กๆเคยสงสัยว่าศิลปินชาวยุโรบนั้นทำไมถึงวาดท้องฟ้าออกมาเป็นแบบนั้น เมื่อมาเห็นด้วยตาของตัวเองถึงได้เข้าใจว่า ท้องฟ้าที่นี่มันก็เป็นอย่างที่เค้าวาดจริงๆ...

Tuesday, October 03, 2006

มหานคร


เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปชมภาพยนตร์เรื่อง "Metropolis" หนึ่งในหนังที่คนในวงการสถาปัตยกรรมต้องดู(อาจารย์ท่านได้บอกไว้ตั้งแต่เข้าเรียนปีหนึ่งน่ะครับ ผมไม่ได้ทึกทักเอาเอง) หากถามสาเหตุว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ใครได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยตัวเองคงบอกได้โดยง่ายว่าเป็นเพราะอะไร ชื่อของหนังเองก็เป็นส่วนสำคัญในการบอกใบ้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังเกี่ยวกับเมืองครับ

ตัวหนังเล่าถึงเมืองในอนาคตอันไกลโพ้นสำหรับปี 1927 อันเป็นปีที่สร้างหนังเรื่องนี้ ด้วยความที่เป็นหนังเก่าหนังแก่ที่ต้องผ่านอะไรมาตั้งมากมาย ทำให้ต้นฉบับที่สมบูรณ์ของหนังเรื่องนี้ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว คนรุ่นหลัง(ซึ่งก็คือรุ่นเรา) จึงต้องเอาซากของหนังที่เหลืออยู่จากหลายๆที่มาปะติดปะต่อกัน จนออกมาเป็น Metropolis ฉบับที่มีให้ชมกันอยู่นี้

สำหรับสิ่งที่ผมประทับใจที่สุดในหนังนั้นก็คงจะเป็นภาพบรรยากาศของเมืองในอนาคตในอดีต ซึ่งก็แปลว่ามันก็คือเมืองในปัจจุบันนั่นเอง วิสัยทัศน์ของทีมงานสร้างนั้นน่าทึ่งมากว่าทำไมถึงจินตนาการเมืองออกมาได้ตรงกับสภาพเมืองจริงๆในปัจจุบันขนาดนี้ ผมลองหันกลับมามองหนังในปัจจุบันที่พูดถึงเมืองในอนาคตกันบ้างว่าจะมีเรื่องไหนที่น่าสนใจในระดับนี้บ้างไหม ...มองไปมองทำไมมีแต่หนังที่พูดถึงความหายนะก็ไม่รู้

...

เสียงโทรศัพท์(มือถือ)ดังขึ้นเมื่อตอนเริ่มบ่าย

เพื่อนสนิทของผมโทรมามอบหมายให้ผมไปดูภาพยนตร์แทนมันด้วย เพราะมันติดธุระกระทันหัน ทำให้ไม่สามารถไปทันเวลา แล้วมันก็นัดแนะให้ผมไปรับตั๋วซึ่งมีอยู่สองใบ ผมกับคนรักจึงได้มีโอกาสใช้ยามเย็นที่แสนจะโรแมนติกไปดูหนังกันสองคน หลังจากที่ห่างเหินจากกิจกรรมนี้ไปเสียนาน

สถานที่ฉายหนังเรื่องนี้คือที่ Barbican Centre หนึ่งในสถาปัตยกรรมแนวโมเดิร์นในระดับแลนด์มาร์คของมหานครลอนดอนเลยทีเดียว ช่างเข้ากับบรรยากาศของหนังเรื่องนี้เสียจริง นอกจากนี้ ความพิเศษของ "Metropolis" ในเวอร์ชั่นนี้นั้นก็คือว่ามีวงออเศสตร้าแบบเต็มวงมาเล่นประกอบแบบสดๆ แทนที่จะเปิดเสียงเอา เสียงพิธีกรบอกว่าวงนี้เป็นวงเดียวในโลกที่เหลืออยู่ที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมในการให้เสียงกับหนังโดยใช้วงดนตรีมาเล่นสดสร้างบรรยากาศ ซึ่งย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีการใส่เสียงลงไปในฟิล์มโน้นแหละครับ

ผมเองได้มีโอกาสไปดูมโหรสพมาบ้างพอสมควร แต่ต้องยอมรับว่าประทับใจโรงมโหรสพที่ Barbican แห่งมากที่สุด ไม่ใช่ว่าระบบเสียงนั้นจะเริดหรูอะไร แต่ที่นั่งที่ทำด้วยไม้แบบบิวท์-อิน นั้นมันได้ใจผมไปเต็มๆ ใครหนอช่างทำออกมาได้เหมาะแก่การนั่งชมการแสดงเสียจริง เพราะสิ่งที่ทำให้ผมหงุดหงิดที่สุดในการชมการแสดงคือการถูกบังโดยคนข้างหน้า ซึ่งก็ถูกคนข้างหน้าของเขาบังมาก่อน ถัดไป ถัดไปเป็นวงจรณ์อุบาทว์ เวลาดูแล้วต้องเลี้ยวหัวไปมาเพื่อหาช่องดูให้ถนัดนี่มันแสนทรมาณ และเมื่อปัญหาที่ว่านี้หมดไป ผมจึงหลงรักโรงละครแห่งนี้เข้าเต็มเปา และผมเชื่อว่าหลายๆคนคงรู้สึกเช่นเดียวกันกับผม โลกทุกวันนี้ อะไรๆก็ถูกบีบให้กลายเป็นธุรกิจไปหมด จะออกแบบร้านร้านอาหารจานด่วนทีก็ต้องออกแบบให้มันนั่งไม่ค่อยสบาย ลูกค้าจะได้ลุกเร็ว หากพูดในแง่ของธุรกิจนั้นก็พอรับได้ แต่ในทางออกแบบแล้วผมว่ามันแปลกๆยังไงพิกล มันก็เหมือนปวดฉี่แล้วต้องบังคับตัวเองให้ฉี่ไม่สุด อะไรประมาณนั้นล่ะครับ

สำหรับรายละเอียดของตัวหนังนั้นผมคงขออนุญาตไม่พูดถึง เพราะมันคงเป็นเรื่องส่วนบุคคลว่าจะดูรายละเอียดตรงไหน ก่อนไปผมก็เตรียมใจหลับไว้แล้วเต็มที่ เพราะปัจจัยมันเอื้อทุกอย่าง หนังเงียบบวกกับดนตรีคลาสสิก สำหรับผมแล้วมันยานอนหลับชั้นดีเลยทีเดียว แต่เมื่อได้ชมจริงกลับไม่มีอาการง่วงหนาวหาวนอนเข้ามาขัดจังหวะการชมเลย หนังเรื่องนี้ทำออกมาได้ดีจริงๆครับ รายละเอียดทุกอย่างงดงามตระการตา ไม่ต้องไปใช้เทคโนโลยีไฮเทคอะไรให้มันออกมาดูเหมือนจริงเสียยิ่งกว่าของจริง คนดูก็มีอารมณ์ร่วมไปได้ ยิ่งตอนเดินออกมาจากโรงแล้วเห็นบรรยากาศของตึกรามบ้านช่องในบริเวณนั้นก็ทำให้สงสัยว่าเราดูหนังเรื่องนี้จบจริงๆหรือยัง

หลังจากกลับมาถึงบ้านจึงโทรศัพท์ไปรายงานเพื่อนที่ให้ตั๋วมา มันถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผมก็บอกไปว่าดูแล้วคุ้ม มันถามว่าคุ้มอะไร ผมเลยนึกขึ้นได้ว่าว่าไปดูด้วยบัตรฟรี อย่างนี้ก็ไม่คุ้มแล้วสิครับ

บันทึกความทรงจำของนกไขลานตัวหนึ่ง


ผมเป็นคนที่อ่านหนังสือแล้ว "อิน" คือมักจะได้รับรับอิทธิพลทางความคิดมาจากตัวละครในนิยายอยู่เสมอ หนังสือเล่มล่าสุดที่ผมเพิ่งอ่านจบไปไม่ถึงสามนาทีที่แล้วมีชื่อว่า "The Wind-up Bird Chronicle" โดยนักเขียนชาวญี่ปุ่นชื่อก้องโลกนาม ฮารุกิ มุราคามิ ผมมีความรู้สึกว่าตัวผมในตอนนี้ได้รับเอาความคิดของ "Mr Okada" ตัวละครเอกในเรื่อง เข้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันเหมือนกับว่ามีพลังงานลึกลับผลักดันให้ "Mr Okada" ถือกำเนิดขึ้นมาในตัวผม และที่แปลกไปกว่านั้นก็คือ จากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ รวมถึงปัจัยอื่นๆที่เกิดขึ้นโดยที่ผมไม่รู้ตัว นั้นทำให้ผมมีพลังจนสามารถกลับมาเขียนได้อีกครั้ง

ผมจำไม่ได้ว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่ผมบอกกับตัวเองว่าจะเริ่มเขียนหนังสืออย่างจริงๆจังๆเสียที ทุกครั้งที่ผมเริ่มเขียน มันต้องมีเรื่องให้หยุดเขียนเสมอ ที่จริงแล้วมันก็ไม่เรื่องอะไรที่มีเหตุผลเพียงพอนักหรอก เพียงแต่ทุกครั้ง ความรู้สึกอยากเขียนมันมักจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับควันบุหรี่ที่ผมไม่ทางรู้ว่ามันจะลอยไปไหน การหยุดเขียนแต่ละครั้งนั้นสร้างเจ็บปวดให้ผมเสมอ มันเหมือนกับเป็นการตอกย้ำว่าผมนั้นไม่มีทางเอาชนะโชคชะตาไปได้ ผมเองก็รู้ว่ามันเป็นความคิดที่แสนจะอ่อนแอ แต่ผมก็มักจะคิดอยู่เสมอว่าตัวผมนั้นเกิดมาอยู่ในฝั่งของความโชคร้าย ใครบางคนบอกว่าคนเรามีอยู่สองประเภท คือคนที่โชคดีกับคนที่โชคร้าย คนที่โชคร้ายนอกจากจะเกิดมาพบแต่ความโชคร้ายแล้ว คุณค่าแห่งการดำรงอยู่ของพวกเขานั้นก็เพียงเพื่อ เกิดมาให้เพื่อคนโชคดีรับรู้ว่าตัวเองโชคดี หากตัวผมนั้นจัดอยู่ในหมวดหมู่ของคนโชคร้ายจริงๆ ผมคงต้องจมอยู่กับความรู้สึกที่ไม่มีวันเขียนหนังสือสำเร็จอย่างนี้ตลอดไปเป็นแน่

จะเรียกว่าผมเป็นคนโชคร้ายเสียทีเดียวก็คงไม่ถูกนัก เพราะเองก็ใช้ชีวิตของผมอยู่คนเดียว ไม่ได้ไปปฎิสัมพันธ์อะไรกับใคร จึงไม่มีอะไรให้เปรียบเทียบ เมื่ออยู่คนเดียว ความโชคดีหรือโชคร้ายนั้นก็คงไม่แตกต่างกันมากนักหรอก เช่นเดียวกับภาษา

หากไม่ต้องการสื่อสารก็ไม่จำเป็นต้องมีภาษา
แต่ถ้าไม่มีภาษาแล้วเราจะสามารถคิดได้หรือ
เพราะว่าอย่างไรก็ตาม ผมว่าคนเราก็ต้องคิดเป็นภาษาใดภาษาหนึ่ง ไม่เว้นแม้แต่คนหูหนวกตาบอด
ถ้าอย่างนั้นแล้วการคิดนั้นน่าจะเป็นการสื่อสารกับตัวเอง
แปลว่ามันน่าจะมีมากกว่าหนึ่งคนอยู่ในตัวผม
แล้วเขาคนนั้นเป็นใครกัน
ผมสื่อสารกับเขาอยู่ตลอดเวลา แต่ทำไมเราทั้งสองดูเหมือนจะไม่รู้จักกันเลย

ชีวิตของ "Mr Okada" ช่างเหมือนกับผมเสียจริง ทั้งในเรื่องของความเกียจคร้าน ความหยิ่งยะโส และการมองไม่เห็นคนอื่นนอกจากตัวเอง ผมไม่ได้มองว่าคุณสมบัติพวกนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่มันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจในการอยู่ร่วมในสังคม(เท่านั้น) หากไม่ได้ต้องการอยู่ร่วมในสังคมก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร(แต่มันจะเป็นไปได้หรือ) รอบๆตัวของเขาจึงไม่มีเพื่อนเลย มีแต่คนประหลาดๆในนิยายเท่านั้นที่สามารถมองข้ามนิสัยอันไม่น่าพิสมัยเหล่านี้ไปได้ จนไปเข้าไปพบกับแสงสว่างที่อยู่ภายในจิตใจของเขา การมองไม่เห็นคนอื่นนั้น มองผิวเผินเหมือนจะเป็นเรื่องไม่ดี แต่สำหรับผมแล้ว คุณสมบัติข้อนี้มันก็ทำให้โอกาสในการทำร้ายคนอื่นลดลงไปด้วย แต่ลองมาคิดดูอีกที บางทีการทำร้ายจิตใจคนอื่นนั้นยังดีเสียกว่า อย่างน้อยระหว่างเราและเขาก็ยังมีคุณค่าต่อกัน แม้มันจะเป็นคุณค่าในทางที่ไม่ค่อยดีนักก็เถอะ แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีเลย

ใครบางคนถามผมว่ารู้ไหมว่าความรู้สึกอะไรต้องข้ามกับความรู้สึกรัก ผมตอบว่าน่าจะเป็นความรู้สึกเกลียดชัง ใครคนนั้นบอกว่าความรู้สึกที่ตรงข้ามกับความรักคือไม่รู้สึกอะไรเลย